เมนู

 

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 20/10/2009
ปรับปรุง 25/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 626,617
Page Views 862,026
 

No Title

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 



สถานการณ์ประมงนอกน่านน้ำ

การประมงนอกน่านน้ำไทย

I. ภูมิหลัง

การพัฒนาประมงทะเล เริ่มขึ้นภายหลังจากประเทศไทยได้พัฒนาเครื่องมือการประมงอวนลากขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2503 จากนั้น ผลผลิตสัตว์น้ำมากขึ้นตามลำดับ การทำการประมงขยายออกไปทำการประมงไกลฝั่งมากยิ่งขึ้น กองเรือประมงไทยทำการประมงอย่างเสรีในทะเลสากลในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 พบว่ามีการแพร่กระจายของกองเรือประมงไทยในน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น และต่อมาในปี พ.ศ. 2511 กอง เรือประมงไทยทำการประมงครอบคลุมพื้นที่ทะเลของประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวัน ออกเฉียงใต้ บางส่วนขยายออกไปทำการประมงแถบประเทศในตะวันออกกลาง

ภายหลังจากการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ซึ่งรัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยในการสำรวจ แสวงประโยชน์ อนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรประมงภายในเขตพื้นที่  200 ไมล์ทะเล นับจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต กองเรือประมงไทยได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยแหล่งทำการประมงเดิมลดลง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงตามไปด้วย การทำประมงเข้าไปในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศอื่นถือว่าเป็นการลักลอบทำการประมง

กองเรือส่วนหนึ่งต้องเดินทางกลับเข้ามาทำการประมงในน่านน้ำไทยและเกิดปัญหา พิพาทกับกองเรือที่ทำประมงอยู่เดิมซึ่งมีขนาดเล็กและประสิทธิภาพในการทำ ประมงด้อยกว่า เนื่องจากทรัพยากรประมงในเขตน่านน้ำไทยเสื่อมโทรม มีการทำประมงมากเกินไปและไม่เหมาะสมกับจำนวนเรือที่มีปริมาณมากขึ้น

รัฐบาล ไทยได้พยายามเจรจากับต่างประเทศเพื่อนำเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงร่วม บริเวณประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และประเทศในทวีปแอฟริกา และสามารถนำสัตว์น้ำกลับประเทศเพื่อสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศและการส่ง ออกผลิตภัณฑ์ประมงไปยังต่างประเทศ เป็นจำนวนปีละมากกว่า 700,000 ตัน ทั้งนี้ แต่ยังคงมีเรือประมงไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ลักลอบเข้าไปทำการประมงในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย
 
II. สถานการณ์การประมงนอกน่านน้ำไทย

ใน ปัจจุบันเนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศต่างๆ เริ่มเสื่อมโทรมและลดลง ประเทศเจ้าของทรัพยากรหลายประเทศจึงมีการหวงแหนทรัพยากรที่มีอยู่ โดยมีนโยบายไม่อนุญาตให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำของตน  ส่วนในบางประเทศที่อนุญาตให้เรือต่างชาติเข้าไปทำการประมงได้ก็ต้องอยู่ภาย ใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัด ต้องเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมประมง การส่งออกและแรงงานให้แก่ประเทศนั้นด้วย ดังนั้นการทำประมงในน่านน้ำต่างประเทศไม่น่าจะมีการขยายตัวมากขึ้น แต่จะมีการพัฒนาการทำการประมงในทะเลหลวงมากขึ้นกว่าเดิม

การทำการประมงในน่านน้ำต่างประเทศของเรือประมงไทย
เรือประมงนอก น่านน้ำไทย ซึ่งเป็นเรือที่จดอาชญาบัตรกับกรมประมงไว้ว่าจะเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำ ของต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เข้าไปทำการประมงในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา โดยการเข้าไปทำประมงในน่านน้ำต่างประเทศของเรือประมงไทยมี  4 รูปแบบ โดยรูปแบบการทำประมงต่างๆ จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งได้แก่

-          การ ได้รับสิทธิทำประมง  ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศจะให้สิทธิทำการประมงแก่บริษัทภาคเอกชนไทยนำเรือเข้าไป ทำการประมงในน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน

-          การร่วมทุน (Joint Venture)  รัฐบาลต่างประเทศกำหนดให้บริษัทเรือประมงไทยเข้าร่วมทุนกับบริษัทภายใน ประเทศจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุน เพื่อทำการประมงในน่านน้ำของตน ซึ่งบริษัทเรือประมงไทยจะนำเรือเข้าไปทำการประมงภายใต้บริษัทร่วมทุนดัง กล่าว

-          การเช่าเรือประมงไทย  บริษัทต่างประเทศทำสัญญาเช่าเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำประเทศตน

-          การซื้อตั๋วชาวบ้าน/ตั๋วดอลล่าห์ โดยซื้อตั๋วจากบริษัทชาวประมงในท้องที่เข้าไปทำการประมงเฉพาะบริเวณ

อย่าง ไรก็ตาม มีการลักลอบทำการประมง โดยใช้วิธีการนำเรือไปซ่อนตัวอยู่บริเวณรอยต่อน่านน้ำระหว่างประเทศ เรือกลุ่มนี้จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ โดยเฉพาะฤดูมรสุมซึ่งมีคลื่นลมแรงจะทำให้มีเรือลักลอบเข้าไปทำการประมงเป็น จำนวนมาก เนื่องจากเรือรบออกตรวจตราไม่ได้เต็มที่ และจำนวนสัตว์น้ำจะมีมากกว่าปกติ
ใน ช่วงปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 จนถึง 24 มกราคม 2550)  มีเรือประมงที่จดทะเบียนอาชญาบัตรประมงนอกน่านน้ำไว้จำนวนทั้งสิ้น  26 บริษัท รวมจำนวนเรือ  523 ลำ เรือประมงเหล่านี้แสดงความประสงค์จะนำเรือออกไปทำการประมงในน่านน้ำต่าง ประเทศ โดยปกติอาชญาบัตรทำการประมงนอกน่านน้ำจะมีอายุ 1 ปี และมีกำหนดหมดอายุพร้อมกันในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี  อย่างไรก็ตามยังมีเรือประมงไทยที่ไม่จดอาชญาบัตรเรือประมงนอกน่านน้ำแต่ออก ไปทำการประมงในน่านน้ำของต่างประเทศเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งไม่รวมอยู่ในนี้เนื่องจากไม่มีข้อมูลชัดเจน

การทำการประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย เป็นแหล่งทำการประมงที่มีความสำคัญที่สุดของกองเรือประมงไทย ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องรักษาแหล่งประมงแห่งนี้ไว้ให้ยาวนานที่สุด ก่อนปี 2549 มีบริษัทไทยเป็นจำนวนมากทำการประมงร่วมกับบริษัทอินโดนีเซีย โดยเรือประมงไทยประมาณ 1,000-1,500 ลำ ทำการประมงอยู่ในน่านน้ำอินโดนีเซียบริเวณทะเลจีนใต้ นอกฝั่งสุมาตราตอนเหนือ และบริเวณอิเรียนจายา โดยถูกต้องและโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เรือประมง 13 ลำ ทำการประมงที่ทะเลจีนใต้ในลักษณะเรือธงไทยผ่านบริษัทไทยจำนวน 1 บริษัท เรือประมง 309 ลำ ทำการประมงในลักษณะเรือธงไทยบริเวณอิเรียนจายา และ เรือประมงอีกจำนวนหนึ่งทำการประมงโดยชักธงอินโดนีเซียและทำการประมงบริเวณ ทะเลจีนใต้และ สุมาตราตอนเหนือ อันเป็นการสวมทะเบียนเรือท้องถิ่นอินโดนีเซีย

ในช่วงก่อนปี 2549 เรือประมงไทยที่เข้าไปทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียจะสามารถเข้าไปทำการประมงภายใต้ระบบการให้ใบอนุญาต (Licensing) และการร่วมทุน (Joint Venture) แต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 รัฐบาลอินโดนีเซียได้กำหนดนโยบายการประมงใหม่ ซึ่งไม่อนุญาตให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย โดยเรือประมงต่างชาติจะสามารถเข้าไปทำการประมงได้ภายใต้การร่วมทุนและการให้ เช่าเรือเท่านั้น  ซึ่งบริษัทเรือประมงไทยซึ่งต้องจดทะเบียนร่วมทุนกับผู้ประกอบการอินโดนีเซีย และเสนอโครงการการร่วมทุนให้กรมประมงอินโดนีเซียอนุมัติ จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียได้ ซึ่งภายในระยะเวลา 2 ปี บริษัทร่วมทุนจะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมประมงบนฝั่งตามโครงการที่วางไว้

พื้นที่ ทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียจะมี 3 บริเวณเป็นหลัก คือบริเวณทะเลจีนใต้ (ทะเลนาทูน่า)  นอกฝั่งสุมาตราตอนเหนือ ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของอินโดนีเซีย และบริเวณทะเลอาราฟูร่า อิเรียนจายา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย

เนื่อง จากเรือประมงไทยเริ่มเข้าสู่ระบบร่วมทุนตามนโยบายการทำประมงใหม่ของ อินโดนีเซียเมื่อเดือนกันยายน 2549 ประกอบกับความพร้อมหลายๆ ด้านของทางฝ่ายอินโดนีเซียยังไม่ชัดเจน ทำให้กรมประมงไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องบริษัทตัวแทนของ อินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี เรือประมงไทยประมาณ 400 ลำ ทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียภายใต้การร่วมลงทุนและการให้เช่าเรือประมง
การทำการประมงในน่านน้ำสหภาพพม่า

                   ปัจจุบันเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำพม่าใน 2 รูปแบบ ได้แก่

                   1. การทำประมงร่วม (Joint Venture)
                    ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 เป็นต้นมา ทางการพม่าเปิดโอกาสให้เรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในลักษณะของการทำประมงร่วม (Joint Venture) โดยจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนและอยู่ภายใต้แผนงาน Joint Venture Fishing Programmes ซึ่งบริษัทฯ จะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการลงทุนของพม่า (Myanmar Investment Commission, MIC)

                       บริษัทเรือประมงไทยที่เข้าไปทำการประมงร่วมกับบริษัทในพม่า มีดังนี้

                       1.1 บริษัท ส. พรนาวินจำกัด  ร่วมทุนกับบริษัทร่วมทุน Myanmar Fisheries International  จำกัด มีเรือประมงเข้าไปทำประมงจำนวน 4 ลำ

                       1.2  บริษัท ซี ฮันเตอร์ จำกัด ร่วมทุนกับบริษัทร่วมทุน  Myanmar Fisheries International จำกัด มีเรือประมงเข้าไปทำประมงจำนวน 7 ลำ

                       1.3 บริษัท เอ็ม พี เอ็ม มารีน ฟิชเชอรี่ จำกัด ร่วมทุนกับบริษัทร่วมทุน Myanmar Fisheries International จำกัด  มีเรือประมงเข้าไปทำประมงจำนวน 4 ลำ

                  2. การได้สิทธิทำการประมง (Fishing Right)

                   รัฐบาลพม่าได้ให้สิทธิทำการประมง (Fishing Right) แก่ บริษัท สยาม โจนาธาน จำกัด เพียงบริษัทเดียว ซึ่งผ่านการคัดเลือกและผ่านการพิจารณาจากมติคณะรัฐมนตรีของพม่า โดยได้สิทธิทำการประมงเรือประมงอวนลากจำนวน 450 ลำ และเรืออวนล้อมจำนวน 50 ลำ รวมเป็นเรือ 500 ลำ ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี ในช่วงปีแรกๆ ของโครงการมีเรือประมงไทยเข้าร่วมโครงการไปทำการประมงในน่านน้ำพม่าประมาณ 300 กว่าลำ แต่เนื่องจากมีปัญหาอุปสรรคทำให้เรือประมงไทยไม่คุ้มทุนจึงได้ขอออกจาก โครงการ และพักตั๋ว จึงทำให้ในปัจจุบันมีเรือเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำพม่าภายใต้บริษัทสยามโจ นาธาน จำกัดประมาณ 110 ลำ  การทำการประมงภายใต้สิทธิทำการประมงนี้ไม่มีบริษัทตัวแทนของพม่า เนื่องจากได้รับสิทธิทำการประมงโดยตรงจากรัฐบาลพม่า

เรือ ที่จะเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำพม่า ทั้งภายใต้การร่วมทุนหรือสิทธิทำการประมงก็ตาม ต้องได้รับการรับรองจากกรมประมงไทยไปยังกรมประมงพม่าก่อน  และนำเรือประมงเข้าไปวัดขนาดที่เกาะสอง เรือประมงไทยสามารถนำสัตว์น้ำที่จับได้กลับมาขึ้นท่าและขายในประทศไทย  ที่จังหวัดระนองแต่เรือประมงที่ทำการประมงภายใต้การร่วมทุนส่วนใหญ่จะนำ สัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเรือพม่าเลย

พื้นที่ ที่เรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำพม่า เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะของพม่า โดยแบ่งออกได้เป็น 4 บริเวณ จากตอนเหนือลงใต้ คือ เขตยะไข่ มีพื้นที่ประมาณ 24,332 ตารางไมล์ เขตอิระวดี มีพื้นที่ประมาณ 34,590 ตารางไมล์ เขตมอญ มีพื้นที่ประมาณ 11,475 ตารางไมล์ และเขตตะนาวศรี มีพื้นที่ประมาณ 420,083 ตารางไมล์  นอกจากนี้ ยังมีเรือเข้าไปทำการประมงในลักษณะตั๋วชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่ง

ปัญหาการทำประมงในน่านน้ำพม่าของเรือประมงไทย มีดังนี้                   

1. เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการทำประมงสูงขึ้น ไม่คุ้มกับค่าสัมปทาน  โดยเฉพาะในช่วงทะเลฝั่งอันดามันมีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลจึงไม่เอื้ออำนวยต่อ การทำการประมงโดยเฉพาะอวนลาก แต่จะเหมาะทำการประมงอวนล้อมมากกว่า

2. ค่าสัมปทานทำการประมงมีราคาสูง ผู้ประกอบการไทยจึงประสบปัญหาไม่คุ้มทุนซึ่งฝ่ายไทยเคยเจรจาขอให้ฝ่ายพม่า พิจารณาทบทวนราคาค่าสัมปทานทำการประมงในแก่เรือประมงไทย แต่พม่าไม่สามารถลดราคาลงได้แต่ช่วยขยายอายุในอนุญาตทำการประมงให้นานขึ้น จากเดิม 30 วัน เป็น 35 วัน เรือประมงไทยก็ยังประสบปัญหาอยู่ดี

3. ทรัพยากรสัตว์น้ำของพม่ามีคุณภาพต่ำและมีจำนวนลดน้อยลงจากเดิมก่อนที่พม่าจะ ให้สัมปทานแก่บริษัทประมงไทย เนื่องจากเรือประมงเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำพม่ามากขึ้น ผลผลิตสัตว์น้ำที่จับได้เริ่มลดลง ทำให้ใช้ระยะเวลาในการทำการประมงแต่ละเที่ยวนานขึ้น และเดินเรือขึ้นไปทางเหนือในเขตอิระวดีมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาทำการประมงและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความไม่คุ้มทุน

4. มีการรีดไถน้ำมันดีเซลและสิ่งของอุปโภคบริโภคจากเจ้าหน้าที่พม่าอยู่เนืองๆ

5.  มีเรือประมงไทยลักลอบเข้าไปทำการประมงในบริเวณรอยต่อกับประเทศพม่า และเรือประมงบางลำทำการประมงโดยผิดกฎหมาย ในเรื่องเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำประมง และพื้นที่ทำการประมง ไม่ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาต   การทำการประมงผิดกฎหมายเหล่านี้อาจทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือ ทางด้านการประมงอันดีของไทยและพม่าได้

การทำประมงในน่านน้ำเวียดนาม

                   ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 รัฐบาล เวียดนามได้มีคำสั่งให้บริษัทต่างชาติหยุดดำเนินการด้านการประมง อันมีผลทำให้ภาคเอกชนไทยที่มีความร่วมมือทางด้านการประมงกับเวียดนามต้อง หยุดทำการประมง ทั้งนี้ เนื่องจากทางการเวียดนามต้องการทบทวนผลประโยชน์ที่ได้รับจึงได้สั่งการให้ พิจารณาผลประกอบการของแต่ละบริษัท  ตราบจนถึงขณะนี้ทางการเวียดนามยังคงไม้ให้บริษัทต่างชาติเข้าไปทำการประมง ในทางปฏิบัติมีบริษัทเอกชนของไทยทำการติดต่อกับจังหวัดชายทะเลของเวียดนาม เพื่อขอเข้าไปทำการประมงและมีบริษัทอุตสาหกรรมประมงเริ่มใช้วิธีขายเรือ ประมงไทยให้บริษัทเวียดนามแล้วนำไปจดทะเบียนเป็นเรือเวียดนาม เพื่อขอใบอนุญาตทำการประมงในน่านน้ำเวียดนาม แล้วนำสัตว์น้ำที่จับได้กลับประเทศไทย ในขณะนี้ไม่ทราบข้อมูลเรือประมงที่ชัดเจน

ไทย-กัมพูชา

                   รัฐบาล กัมพูชาให้ความสำคัญต่อกิจการประมงในฐานะเป็นสาขาธุรกิจหนึ่งที่มีความสำคัญ ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และมีนโยบายสนับสนุนให้ต่างชาติเข้าไปทำการประมงน้ำลึกเพื่อเป็นการพัฒนาการ ประมงของประเทศที่ยังล้าหลังอยู่ กัมพูชาเคยให้สิทธิทำการประมงในน่านน้ำกัมพูชาแก่บริษัทไทย 2-3 บริษัท จำนวนเรือที่ได้รับสัมปทาน 200-300 ลำ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวประมงไทยจากจังหวัดชายทะเลฝั่งตะวันออก (ตราด จันทบุรี ระนอง) ทั้ง นี้ ภาคเอกชนไทยที่ต้องการเข้าไปทำการประมงในกัมพูชาจะต้องติดต่อกับกรมประมง หรือกระทรวงเกษตรกัมพูชาเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่ประสงค์จะจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมประมงในกัมพูชา จะต้องติดต่อกับสภาเพื่อการพัฒนาแห่งชาติกัมพูชาเพื่อขออนุมัติจัดตั้งโรง งาน สำหรับขั้นตอนในการขอเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำกัมพูชาสรุปได้ดังนี้

- ติดต่อกับกรมประมงกัมพูชาเพื่อเตรียมหนังสือและเอกสารแสดงความจำนงของเข้าทำ การประมงในกัมพูชา จากนั้นส่งเอกสารดังกล่าวให้กับกระทรวงเกษตรหรือคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งจะส่งต่อให้กรมประมงกัมพูชาพิจารณาต่อไป

- กรมประมงจะพิจารณาเอกสารและรายละเอียดทั้งหมด และติดต่อกับเอกชนดังกล่าวเพื่อจัดทำสัญญาการทำประมงระหว่างกรมประมงกับ บริษัทเอกชน และจะส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกัมพูชาจะพิจารณาออกใบอนุญาตทำการประมงและแจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง กระทรวงกลาโหม และตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานในจังหวัดกัมปงโสมและเกาะกงทราบต่อไป

                   ปัจจุบันมีภาคเอกชนไทย 1 ราย มาขอจดทะเบียนเป็นบริษัทนอกน่านน้ำกับกรมประมง เพื่อเข้าไปทำการประมงในบริเวณเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยเป็นเรืออวนลาก ขนาด 70-100 ตันกรอส จำนวน 3 ลำ ซึ่งได้ติดต่อผ่านทางการของประเทศกัมพูชา และเรือประมงอีกประมาณ 100 ลำ ที่ติดต่อกับหน่วยงานที่เกาะกง เพื่อเข้าไปทำการประมงเป็นรายเดือน

การทำการประมงในน่านน้ำมาเลเซีย

มาเลเซียไม่อนุญาตให้เรือประมงต่างชาติเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบัน เรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำมาเลเซียในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. เรือประมง 2 สัญชาติ ในบริเวณจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับมาเลเซียและจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดสตูล ตรัง นราธิวาส และปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือประมงขนาดเล็ก

2. บริษัทไทยให้เช่า/ขายเรือประมงไทยให้แก่บริษัทร่วมทุนมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2542 เป็น ต้นมา บริษัทมาเลเซียได้เช่าเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมง ซึ่งเป็นเรือขนาดกลางและขนาดใหญ่ เอกชนมาเลเซียเช่าเรือไทยเข้าไปทำการประมงในรัฐซาราวัคจำนวนมากกว่า 100 ลำ    การทำการประมงของเรือไทยในประเทศมาเลเซีย ได้ขยายตัวมากขึ้น จากที่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับมาเลเซีย  ซึ่งภาคเอกชนไทยได้เริ่มขยายการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่องในมาเลเซีย แล้ว ขณะนี้ มีบริษัทไทยที่ส่งเรือประมงเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำมาเลเซีย บริเวณรัฐซาราวัค และคาบสมุทรมลายู ภายใต้เงื่อนไขของ ROD จำนวน 5 บริษัท รวมจำนวนเรือประมง 149 ลำ ซึ่งสัตว์น้ำที่จับได้จะดำเนินกรรมวิธีที่ท่าเรือมาเลเซียและส่วนหนึ่งส่งกลับประเทศไทย

การทำการประมงในน่านน้ำบังคลาเทศ

บังคลาเทศให้สิทธิการทำประมงในน่านน้ำบังคลาเทศกับบริษัทร่วมทุนไทย-บังคลาเทศ 1 บริษัท โดยบริษัท ฮาร์ทฟอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เข้าไปร่วมทุนกับบริษัท Sea Resource ของ บังคลาเทศ มีเรือเข้าไปทำการประมงอยู่ 7 ลำ นำสัตว์น้ำกลับประเทศไทยโดยว่าจ้างเรือขนส่งสินค้าประมาณเดือนละ 1,000 ตัน ทั้งนี้ รัฐบาลบังคลาเทศไม่มีนโยบายที่จะขยายกองเรือประมงไทยเพิ่มขึ้น สำหรับกองเรือประมงไทยในปัจจุบันหากสูญหายหรืออับปางไม่ว่ากรณีใดๆ รัฐบาลจะไม่พิจารณาให้มีการเพิ่มหรือทดแทนเรือที่สูญหายไป

 การทำการประมงในน่านน้ำมอริเชียส

                   บริษัท พี. ที อินเตอร์มารีน จำกัด ได้รับอนุญาตให้นำเรือประมงไทยอวนลากเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำประเทศ มอริเชียส จำนวน 2 ลำ คือเรือพรานทะเล 1 และพรานทะเล 2 ซึ่งเดิมใช้เครื่องมือเบ็ดราวทำการประมงทูน่าอยู่ในทะเลหลวงบริเวณมหาสมุทร อินเดีย

การทำการประมงในน่านน้ำประเทศอินเดีย

                   มีเรือประมงไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มผู้ประกอบการเรือประมงไทย 4 กลุ่ม มีเรือเข้าไปทั้งหมด 20 ลำ เป็นเรืออวนลาก 5 ลำ เรือเบ็ดราว 15 ลำ มีเรือขนส่งสัตว์น้ำ 4 ลำ ส่งเสบียงและขนถ่ายสัตว์น้ำมาขายที่จังหวัดระนอง  ผู้ประกอบการแจ้งว่ายังไม่มีปัญหาการทำประมงแต่อย่างใด

ไทย-เยเมน

                   มีเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงอวนลากในเยเมนจำนวน 20 ลำ โดยร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจเยเมน แต่ในปีต่อมา เยเมนแจ้งว่าต้องการจัดระบบการทำประมงของเรือประมงไทยในน่านน้ำเยเมนโดยต้อง การให้กรมประมงไทยรับรองเรือที่จะออกไปทำการประมงในเยเมนก่อนเพื่อง่ายต่อ การตรวจสอบ โดยให้บันทึกในข้อตกลงระหว่างรัฐกับรัฐ แต่ยังมิได้ลงนามกัน ปัญหาที่พบในขณะนั้นคือ ได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไม่ให้เกียรติ การหน่วงเหนี่ยวการตรวจสอบหลักฐานทำให้เกิดความเสียหายและล่าช้าทั้งๆ ที่เรือประมงไทยมีใบอนุญาตทำการประมงอย่างถูกต้อง ปัญหาด้านการตรวจสอบปริมาณปลาที่จับได้ ซึ่งมีถึง 7 หน่วยงานที่ทำการตรวจสอบ ในปี 2547 เหลือเรือประมงไทยทำการประมงเพียง 1 ลำ

                   อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงสภาวะทรัพยากรประมงและการเปิดโอกาสให้กับเรือต่างชาติแล้ว เยเมนก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่เรือประมงไทยน่าจะเข้าไปทำการประมงได้อีก หากมีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต

ไทย-โซมาเลีย

                   เรือประมงไทยจำนวน 12 ลำ ทำการประมงในน่านน้ำโซมาเลียและนำสัตว์น้ำกลับประเทศไทย อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปทำการประมงร่วมกับประเทศศรีลังกา ติมอร์เลสเต เยเมน โมแซมบิก เวียดนาม โอมาน และมาดากัสการ์ 

การทำการประมงในทะเลหลวง (น่านน้ำสากล) ของเรือประมงไทย

                   นโยบายการประมงนอกน่านน้ำของไทยกำหนดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาการทำการประมง ในน่านน้ำสากล โดยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดหาเรือ โดยเฉพาะเรือทำการประมงปลาทูน่า จัดหาแหล่งเงินทุน/จัดตั้งกองทุน  เร่งรัดการสำรวจแหล่งทำการประมงในน่านน้ำสากล และส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำการประมงในน่านน้ำสากล  ในปัจจุบันมีเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย จำนวนรวม 9 ลำ เป็นเรือเบ็ดราวจำนวน 4 ลำ เรืออวนล้อม 5 ลำ   ดังนี้

1. บริษัท ไฟร์สตาร์ ทูน่า ไลน์ จำกัด  นำเรือประมงเบ็ดราวทูน่า 2 ลำ เข้าไปทำประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ชื่อ เรือประมงทูน่าฮันเตอร์ 1 และ 2

2. บริษัท สยามทูน่า ฟิชเชอรี่ จำกัด  นำเรือประมงเบ็ดราวทูน่า 2 ลำ เข้าไปทำประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ชื่อ เรือประมงมุกอันดามัน 18 และ 28

3. บริษัท ไทยทูน่า ฟิชชิ่ง จำกัด นำเรือประมงอวนล้อมทูน่า 1 ลำ เข้าไปทำประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ชื่อ เรือประมงกลอเรียส ฮาโมนิ

4. บริษัท สยาม ดีฟซี ฟิชชิ่ง จำกัด นำเรือประมงอวนล้อมทูน่า 4 ลำ เข้าไปทำประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ชื่อ เรือประมงโกล์เด้นซัคเซส  เรือพรอซเพอะรัซ  เรืออิเทอนิตี้ และเรือลองจิวิตี้

เรือประมงที่จะเข้าไปทำการประมงในมหาสมุทรอินเดียจะต้องให้กรมประมงไทยแจ้งรายละเอียดให้คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) ประเทศเซเชลส์


III. ปัญหาการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย

การ ทำประมงในต่างประเทศยังประสบปัญหาหลายประการ ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการแก้ไข เพื่อก่อให้เกิดโอกาสในการทำประมงในต่างประเทศที่ยั่งยืน (Sustainable Overseas Fisheries) ปัญหาสำคัญที่มักปรากฏอยู่สม่ำเสมอ ได้แก่

1. ความไม่เป็นเอกภาพของผู้ประกอบการประมงไทย การออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำกระทำในลักษณะต่างคนต่างไป และแย่งกันเสนอผลประโยชน์หรือยอมรับเงื่อนไขที่ประเทศเจ้าของทรัพยากรกำหนด โดยไม่คำนึงว่าจะปฏิบัติตามได้หรือไม่ เพราะต่างมุ่งหวังที่จะได้สัมปทานในการจับสัตว์น้ำเท่านั้น กองเรือประมงไทยจึงอยู่ในฐานะผู้ตั้งรับในการเจรจาต่อรอง

2. ไม่ มีองค์กรใดที่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการทำประมงของกองเรือประมงไทย จึงมีเรือประมงบางกลุ่มได้ละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับประเทศเจ้าของแหล่งทำการ ประมง ทำให้กองเรือประมงของไทยไม่ได้รับความเชื่อถือจากประเทศเจ้าของทรัพยากร ประมง

3. ประเทศ ต่างๆ ได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่า จะยุติการให้สัมปทานการทำการประมง แต่จะส่งเสริมให้มีการทำการประมงแบบร่วมทุน เพื่อให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมประมงในประเทศของตน สัตว์น้ำที่จับได้ต้องนำขึ้นท่าในประเทศ เพื่อให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องแล้วจึงส่งออกมายังประเทศไทย ซึ่งลักษณะการลงทุนแบบนี้ผู้ประกอบการประมงของไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม

4. มาตรฐาน กองเรือประมงของไทยต่ำกว่าที่สากลกำหนด ในปัจจุบันเรือประมงของไทยยังไม่อยู่ในสภาพที่กำหนดไว้เป็นสากล เช่น ภาชนะบรรจุปลาที่จับได้ สุขลักษณะของลูกเรือ เป็นต้น ซึ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาใช้สำหรับการกีดกันทางการค้าในตลาดโลก ทำให้สัตว์น้ำที่จับได้โดยเรือประมงไทยอาจมีปัญหาในการจำหน่าย

5. ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่รัดกุมและเหมาะสมในการป้องกันไม่ให้เกิดการลักลอบทำการประมงในต่างประเทศ

6. เรือประมงไทยส่วนหนึ่งยังคงลักลอบทำการประมงในต่างประเทศ และถูกจับกุม

7.  นโยบายและเงื่อนไขในการให้อนุญาตเรือประมงต่างชาติไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ

8.  มีความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศ

ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดระเบียบ พัฒนาและจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำไทยเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

 IV. การจัดระเบียบการทำประมงนอกน่านน้ำไทย

                   การออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำไทยยังขาดการบริหารจัดการที่ดีและมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากยังไม่มีกฎระเบียบที่จะใช้ในการควบคุมดูแลการออกไปทำการประมงนอก น่านน้ำของกองเรือประมงไทยอย่างจริงจัง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การควบคุมบริษัท ที่ออกไปเจรจาการทำประมงร่วมกับต่างประเทศจนเกิดข้อตกลงที่สามารถจะนำเรือ เข้าไปทำการประมง จนกระทั่งเรือประมงแต่ละลำที่เข้าไปทำการประมงในต่างประเทศ นอกจากนี้ กฎ ระเบียบ และเงื่อนไขของต่างประเทศ ในบางครั้งก็ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำหนดมาตรการสำหรับการบริหารและจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำภายใต้ขอบเขตและกฎหมายในปัจจุบัน 4 มาตรการ ดังนี้

                   1. การขออาชญาบัตรทำการประมงนอกน่านน้ำ ในกรณีบุคคลใดๆ ที่มีความประสงค์จะไปทำการประมงนอกน่านน้ำ

                   2. การ จดทะเบียนบริษัทประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งบริษัทประมงนอกน่านน้ำจะได้รับการยกเว้นอากรสัตว์น้ำที่ได้จากการทำ ประมงในต่างประเทศ และนำเข้าประเทศโดยเรือประมงหรือเรือบรรทุกสัตว์น้ำในโครงการ

                   3. การป้องปรามโดยอาศัยมาตรา 28 ทวิ ของ พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งหากเจ้าของเรือใช้ หรือยอมให้ใช้เรือของตน ออกไปทำการประมงโดยละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ และทำให้คนประจำเรือถูกจับกุมและตกค้างอยู่ในต่างประเทศ ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่าย อื่นๆ อันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ

                   4. การออกหนังสือรับรองให้แก่บริษัทและเรือประมงไทยที่จะไปทำการประมงในน่านน้ำ พม่า เดิมมาตรการดังกล่าวใช้กับอินโดนีเซียด้วย ในช่วงที่กองเรือประมงไทยได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำการประมงภายใต้การให้สิทธิ ทำการประมง (Fishing Right) แต่ หลังจากทางการอินโดนีเซียปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นการร่วมลงทุนและการเช่าเรือ ต่างชาติมาทำการประมง ก็ยกเลิกการให้กรมประมงไทยออกหนังสือรับรองข้างต้น

                   อนึ่ง มีการกำหนดมาตรการบริหารจัดการการออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำไทยไว้ในร่าง กฎหมายประมงฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจร่างโดยสำนักงานกฤษฎีกาฯ ทั้งนี้ ในการออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำต้องมีแผนทำการประมงนอกน่านน้ำและต้องได้รับ อนุญาตก่อนดำเนินการ

V. นโยบายการประมงนอกน่านน้ำไทย

                   โดยการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงกับต่างประเทศและในน่านน้ำ สากล พัฒนาระบบการบริหารจัดการประมงนอกน่านน้ำตลอดจนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขั้น พื้นฐานรองรับการประมงนอกน่านน้ำ โดยมีแนวทางการพัฒนาดังนี้

                   1. ส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมงกับต่างประเทศ  โดยเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทำการประมงกับประเทศเจ้าของทรัพยากร ความร่วมมือทางด้านวิชาการทางการประมง ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มชาวประมงเพื่อทำการประมงนอกน่านน้ำ สนับสนุนเอกชนร่วมลงทุนทำการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับต่างประเทศ

                   2. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับการประมงนอกน่านน้ำ โดยปรับปรุงพัฒนาให้มีท่าเรือน้ำลึกที่ได้มาตรฐาน จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมประมง และสนับสนุนให้เกิดระบบคมนาคมขนส่งสาตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

                   3. พัฒนาระบบการบริหารจัดการประมงนอกน่านน้ำ โดยจัดให้มีองค์กรจัดการบริหารการประมงนอกน่านน้ำ พัฒนากองเรือประมงไทยให้มีเรือและเครื่องมือทำการประมงให้มีศักยภาพทำการ ประมงในน่านน้ำสากล จัดระเบียบเรือประมงสัญชาติไทยที่ออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำ  พัฒนาบุคลากรที่ไปทำการประมงนอกน่านน้ำและให้มีระบบการติดตามเรือประมงสัญชาติไทยที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ

                   4. ส่งเสริมและพัฒนาการทำการประมงในน่านน้ำสากล โดยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดหาเรือ โดยเฉพาะเรือทำการประมงปลาทูน่า จัดหาแหล่งเงินทุน/จัดตั้งกองทุน  เร่งรัดการสำรวจแหล่งทำการประมงในน่านน้ำสากล และส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำการประมงในน่านน้ำสากล

 
VI. แนวทางแก้ไข

                   รัฐบาล ไทยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดีและพยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องหามาตรการเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นหรือ ป้องกันมิให้ปัญหาดังกล่าวเกิดซ้ำขึ้นอีก อันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจนอาจทำ ให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์และยากที่จะแก้ไข โดยเน้นถึงการควบคุมบริษัทผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำไทย (บริษัทนายหน้า) เรือ ประมง ผู้ควบคุมเรือ และลูกเรือ ตลอดจนเร่งรัดการเจรจากับต่างประเทศ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย มีดังต่อไปนี้

                    1. การแสวงหาแหล่งทำการประมงนอกน่านน้ำไทยอย่างถูกต้องเพื่อรองรับกองเรือประมงนอกน่านน้ำไทยให้นำสัตว์น้ำเข้าสู่ประเทศไทย อย่างน้อย 1 ล้านตันต่อปี

                    2. การบริหารจัดการองค์กรการทำประมงกับต่างประเทศให้มีเอกภาพ โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเพื่อกำหนดทิศทาง

                    3. การ ปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของกองเรือประมงนอกน่านน้ำไทย เพื่อการทำประมงอย่างยั่งยืน และสามารถไปทำการประมงในระยะไกล รวมทั้งทะเลหลวง                   

                    4. การควบคุมตรวจสอบการทำประมงโดยผิดกฎหมาย

                    5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการทำประมงนอกน่านน้ำไทยอย่างยั่งยืน

                    6. เสริมสร้างความร่วมมือทำการประมงกับต่างประเทศ



 

                                                                                                                              ที่มา : กองประมงต่างประเทศ กรมประมง

  Copyright 2005-2010 tofa All rights reserved.
view