เมนู

 

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 20/10/2009
ปรับปรุง 25/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 587,683
Page Views 804,377
 

No Title

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 



ASEAN Seafood Hub

ASEAN Seafood Hub

ปัจจุบันสินค้าประมงของไทยสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5% ของ GDP เนื่องจากระบบการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้าประมงของไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าทั่วโลก ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ จึงได้มอบนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ซึ่งมีแผนงานหลัก 5 ข้อ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น ASEAN Seafood Hub

                         ส่งเสริมภาคการประมงไทยสู่การเป็นศูนย์กลางประมงของประเทศอาเซียนและสร้างฐานการผลิตร่วมกันกับประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

                         นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า "การเตรียมความพร้อมของภาคการประมงไทยสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและสร้างฐานการผลิตร่วมกันกับประเทศสมาชิกอาเซียนจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าประมงไทยไปยังตลาดโลก" ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมประมงจึงได้จัดทำยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN Seafood Hub ภายในปี 2558 ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2555 ที่ผ่านมา จากการศึกษาข้อมูลได้กำหนดยุทธศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งจะเน้นการพัฒนาปรับปรุงและผลิตสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการส่งออก 2.การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการควบคุมคุณภาพสินค้าประมงตลอดห่วงโซ่การผลิต 3.การรักษาปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำจากการทำประมงร่วมในน่านน้ำต่างประเทศ 4.การสนับสนุนการค้าและการลงทุนร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน 5.จัดงานแสดงสินค้าประมงระดับนานาชาติ ในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ โดยมีรายละเอียดของแผนงานดังนี้


                         การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งจะเน้นการพัฒนาปรับปรุงและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ กุ้งและปลานิล โดยทำควบคู่ไปกับการวิจัยสูตรอาหารและรูปแบบการให้อาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิต

                         นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสัตว์น้ำ จะต้องเน้นการพัฒนาและปรับปรุง โดยวิธีการ อาทิเช่น งานวิจัยสูตรอาหารสัตว์น้ำที่เหมาะสมกับความต้องการแต่ละช่วงวัยของการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เทคโนโลยีการเลี้ยงที่ทำให้สัตว์น้ำโตดี ลดปัญหาโรคสัตว์น้ำ ลดการใช้สารเคมี และลดการใช้พลังงานหรือใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนพัฒนารูปแบบการให้อาหารที่ลดการสูญเสีย" เพื่อสนองนโนบายของรัฐบาล กรมประมงได้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งจะเน้นการพัฒนาปรับปรุงและผลิตสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ กุ้งและปลานิล โดยทำควบคู่ไปกับการิจัยสูตรอาหารและรูปแบบการให้อาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิต ในเรื่องนี้กรมประมงได้จัดตั้งธนาคารพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อรวบรวมและขยายพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว จากนั้นในปีงบประมาณ 2557 จะแจกจ่ายพันธุ์ดีและฝึกอบรมเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์น้ำพันธุ์ดีรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้กรมยังได้ศึกษาวิจัยการลดต้นทุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปแบบต่างๆ และปรับปรุงสูตรอาหารสัตว์น้ำที่เหมาะสม โดยทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบของห้องปฏิบัติการและพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานฟาร์มสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าประมงของไทย


                         การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการควบคุมคุรภาพสินค้าประมงตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงงานแปรรูปและสินค้าส่งออก โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลรวมทั้งข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า

                         "ในเรื่องนี้จะเน้นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของระบบควบคุมคุณภาพสินค้าประมงตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลรวมทั้งข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า" ประเทศไทยเป็นผู้นำการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานฟาร์มกุ้ง ปลานิล ปลากะพง อาทิ GAP CoC มกษ.7401/2552 ได้จัดทำตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของ FAO on Aquaculture Certification Guidelines ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานฟาร์มของไทยมีข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งได้รับการพัฒนามานานกว่า 15 ปี และมี certification body ที่ได้รับการ accreditation ตาม ISO guide 65"

                         "ภาครัฐจะดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน เร่งรัดเกษตรกรให้มีการยกระดับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้มาตรฐาน มกษ.7401/2552 ซึ่งหลักการของมาตรฐานนี้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานของ FAO on Aquaculture Certification Guidelines ที่คำนึงถึง ความปลอดภัยอาหาร สวัสดิภาพแรงงาน การเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ ซึ่งปัจจุบันไทยมีจำนวนฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงมีจำนวนกว่า 500,000 ฟาร์ม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า" นายศิริวัฒน์กล่าว


                         การรักษาปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำและแสวงหาผลผลิตสัตว์น้ำจากการทำประมงร่วมในน่านน้ำต่างประเทศ

                         การลงทุนร่วมเพื่อทำการประมงนั้น รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการนำเข้าวัตถุดิบสัตว์น้ำจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน นอกจากนี้ภาครัฐมีความพยายามที่จะจัดทำ MRA (Mutual Recognition Arrangement) หรือการเทียบเคียงกัน การควบคุมตรวจรับรองคุณภาพสินค้าประมงกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐาน วัตถุดิบสัตว์น้ำนำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่นำมาแปรรูป ให้มีมาตรฐานเดียวกันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าประมงของไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเริ่มจากประเทศที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ ได้แก่ เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย นอกจากนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศผู้ซื้อและนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากอาเซียนอีกด้วย

                         กรมประมงและผู้ประกอบการของไทยได้ร่วมกันเจรจากับรัฐบาลประเทศในภูมิภาคต่างๆ อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย พม่า) เอเชียใต้ (บังกลาเทศ) แอฟริกา (โมซัมบิก โซมาเลีย เยเมน) ตะวันออกกลาง (โอมาน) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถเข้าไปทำประมงได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อหาลู่ทางการลงทุนร่วมและเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเรื่องระบบการป้องกันการทำประมงที่ผิดกฏหมาย กรมประมงยังได้จัดตั้งท่าเรือประมงนำร่องตามมาตรฐานรัฐเจ้าของท่าเรือ (Port State Measures) ตามองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนด ซึ่งคาดว่าเมื่อเข้าสู่ AEC จะทำให้มีการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกมากขึ้น


                         การสนับสนุนการค้าและการลงทุนร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกรมประมงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานทูตพาณิชย์ในต่างประเทศจัดให้มีการจับคู่ธุรกิจประมงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา

                         นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า "ปัจจุบันสินค้าประมงของไทยสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละกว่า 200,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5% ของ GDP เพราะระบบการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้าประมงของไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าทั่วโลกแต่ด้วยข้อจำกัดปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำไทย กรมประมงและผู้ประกอบการจึงร่วมกันเจรจาต่อรองกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดจนความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจประมง อันจะนำไปสู่การสร้างฐานการผลิตร่วมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป"

                         อีกทั้งสนับสนุนการขยายฐานการผลิตในประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีศักยภาพและเน้นผลักดันให้เกิด ASEAN Brand ของสินค้าประมง เพื่อการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ซึ่งสินค้าภายใต้แบรนด์อาเซียนจะต้องเป็นสินค้าสัตว์น้ำที่ได้รับรองมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐาน ASEAN Shrimp GAP ซึ่งประเทศไทยเป็น lead country และมีการดำเนินการแล้วเสร็จ มาตรฐาน ASEAN Good Aquaculture Practice (GAqP) ซึ่งฟิลิปปินส์เป็น lead country ร่วมกับประเทศสมาชิก และอยู่ระหว่างการดำเนินการซึ่งมาตรฐานเหล่านี้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล เพื่อขยายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกนอกภูมิภาค


                         จัดงานแสดงสินค้าประมงระดับนานาชาติในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ

                         นายศิริวัฒน์ได้ตอบคำถามในเรื่องนี้ว่า "รัฐบาลได้ส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าประมงไทยเพื่อเสริมสร้างขยายฐานการผลิตจากไทยสู่อาเซียน การส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าประมงได้ทำด้วยวิธีการจัด Road Show เพื่อประชาสัมพันธ์ว่าสินค้าประมงของไทยมีคุณภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ามาตรฐานสากล และร่วมกับกระทรวงพาณิชย์นำผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าทั้งในและนอกภูมิภาค จัดให้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย นอกจากนี้ จะมีการผลักดันให้เกิดสินค้าประมงภายใต้แบรนด์อาเซียนในอนาคตต่อไป"

                         ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเป็น ASEAN Hub เป็นก้าวแรกของประเทศไทยที่น่าจับตามองเพราะประเทศไทยมีศักยภาพที่พร้อมจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจการทำประมงของอาเซียนทั้งด้วยประสบการณ์ที่มีการทำประมงมายาวนานและลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสมที่มีน่านน้ำผืนใหญ่เชื่อมต่อกับประเทศอื่น การสนับสนุนจากภาครัฐในครั้งนี้จะทำให้ธุรกิจการประมงของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน




ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ฉบับวันที่ 3-5 ตุลาคม 2556

TFFA / PAGE A

Tags :

  Copyright 2005-2010 tofa All rights reserved.
view