เมนู

 

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 20/10/2009
ปรับปรุง 25/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 626,633
Page Views 862,042
 

No Title

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 



ประเทศไทยจะเป็น ASEAN Seafood Hub

ประเทศไทยจะเป็น ASEAN Seafood Hub

                         อุตสาหกรรมการประมงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ข้อมูลจาก กรมประมง ระบุว่าในแต่ละปี มีการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวเฉลี่ยปีละหลายล้านตัน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท โดยมีการส่งออกไปยังทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอียู ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมีหลากหลาย อาทิเช่น กุ้งปรุงแต่ง กุ้งสดแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง ปลาสดแปรรูปแช่แข็ง หมึกสดแปรรูปแช่แข็ง รวมทั้งอาหารแช่แข็งพร้อมทานและพร้อมปรุง ฐานเศรษฐกิจได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เพื่อฉายภาพ "ธุรกิจการประมง" ของประเทศไทย ที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปี ข้างหน้า


ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย


                         มีความคิดเห็นอย่างไรต่อการที่ประเทศไทยเข้าร่วมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ธุรกิจการประมงของประเทศไทยมีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร

                         "ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงความหมายของคำว่า "ธุรกิจการประมง" ที่มีความหมายครอบคลุมถึงหลายสิ่งด้วยกัน ได้แก่ การจับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำโดยเรือประมง เช่น ปลา กุ้ง ปลาหมึก การเพาะเลี้ยงทั้งผลิตภัณฑ์ น้ำจืดและน้ำเค็ม การผลิตและการแปรรูปสินค้า สุดท้ายคือการจัดจำหน่าย ทั้งหมดนี้คือความหมายโดยรวมของธุรกิจการประมงซึ่งแต่ละส่วนนั้นประเทศไทยมีศักยภาพมาก มีประสบการณ์มายาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษเมื่อเทียบกับชาติอื่นในอาเซียน มีกองเรือที่ใช้ในการทำประมงมากกว่า 50,000 ลำ มีการเพาะเลี้ยงปลาและกุ้งมากกว่า 40 ปี ในส่วนของการแปรรูป มีสมาชิกของสมาคมแช่เยือกแข็งที่ทำการผลิตสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปเพื่อการส่งออกมากกว่า 200 โรงงาน และสามารถแปรรูปได้ถึงขั้นสูงสุดคือสินค้าพร้อมทาน ดังนั้นการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในครั้งนี้สามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่มาร่วมพัฒนาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันของธุรกิจการประมงของอาเซียนด้วยกัน"

                        โอกาสและอุปสรรค ที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจการประมงเมื่อไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีน่านน้ำติดต่อกัน

                         "จากการที่ประเทศไทยและประเทสเพื่อนบ้านอาเซียนมีความได้เปรียบในแง่ภูมิสาสตร์และภูมิอากาศโดยมีทะเลล้อมรอบทุก้านมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ที่สามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ตลอดปี รวมทั้งยังมีแรงงานเพียงพอจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อพัฒนาธุรกิจการประมงร่วมกันในทุกด้าน สร้างงาน สร้าง GDP สร้างความมั่งคั่ง ให้กับประเทศ เมื่อผนึกกำลังกันได้จะเป็นโอกาสที่สร้างให้อาเซียนเป็นครัวอาหารของโลก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาสของทั้งตลาดและวัตถุดิบ การรวมกันนั้นทุกประเทศต้องเริ่มพูดจาตกลงกันใหม่ ต้องลบสิ่งที่เคยทำกันมาในรูปแบบเก่าๆ ทิ้งไปเพื่อร่วมกันจัดสรรวัตถุดิบการผลิตและการตลาดร่วมกัน เราต้องมองผ่านวันนี้ ต้องมองวันพรุ่งนี้ ต้องมองอนาคต ซึ่งในเรื่องนี้ ภาคเอกชนได้มีการเตรียมตัวและเริ่มพูดคุยกับเอกชนของประเทศเพื่อนบ้านบ้างแล้วเพื่อขยายโอกาสแต่ยังขาดการสนับสนุนทางด้านรูปธรรมจากภาครัฐอย่างชัดเจน ทั้งด้านข้อมูล วิชาการ การสนับสนุนแหล่งเงินทุน วงเงินสินเชื่อ จากสถาบันการเงิน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTB) การจัดการข้อมูลที่ต้องเชื่อมกันได้ การร่วมมือกับภาครัฐเพื่อช่วยกันผลักดันให้ไทยเป็น ASEAN Seafood Hub เป็นสิ่งที่สมาคมต้องการ สมาคมรู้สึกยินดีที่รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการนี้ เป็นการจุดประกาย ปลุกกระแสให้เกิดขึ้น เป็นก้าวแรกที่ดี"

                         อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยจะใช้โอกาสการร่วมมือกันในการรวมตัวของอาเซียนเพื่อผลักดันประเทศไทยและอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางของตลาดอาหารสัตว์น้ำที่สำคัญของโลกนั้นมิใช่เรื่องยากแต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งในเชิงวิชาการ การปฏิบัติ การตลาดด้วยกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ผสมกับการผลักดันอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง เพื่อให้อาหารทะเลไทยครองตลาดเหนือคู่แข่งอย่างมั่นคงและยั่งยืน

**********************************************************


                         ประเทศไทยจะเป็น ASEAN Seafood Hub ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน จับตาดูทิศทางธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งผ่านนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว


ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช

นายกกิตติคุณ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย


                         ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เผยกับฐานเศรษฐกิจว่า "เมื่อไทยเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญ สิ่งที่เป็นความได้เปรียบคือ ชื่อเสียงของประเทศไทยในการส่งออกสินค้าอาหารทะเลนั้นเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือเพราะเราทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา ซื้อสัตย์ และด้วยประสบการณ์การทำประมงที่ประเทศไทยมีการทำประมงมาเป็นระยะเวลานานมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้และมีการพัฒนาวิธีจับ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจประมงไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้ประเทศไทยสามารถสร้างเป็นจุดแข็งได้เป็นอย่างดี" อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดอ่อนที่ต้องหาทางแก้ไข ดร.ผณิศวร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "จุดอ่อนของประเทศไทยคือ วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการแปรรูปมีจำนวนจำกัดและค่าแรงที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน" ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.ผณิศวร ได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า "ถ้าประเทศไทยสามารถผนึกกำลัง ทำธุรกิจการประมงร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีวัตถุดิบอยู่เป็นจำนวนมากบวกกับค่าแรงที่ยังไม่สูงมาก ก็จะสามารถกระจายรายได้ให้กับแต่ละประเทศในอาเซียน โดยประเทศไทยใช้จุดแข็งในเรื่องนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมีวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในอาเซียน เป็นมูลค่ามหาศาลในการร่วมมือกันนั้นภาคเอกชนต้องเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ภาครัฐ เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปต่อยอด ทั้งกำหนดเป็นนโยบาย การเจรจากับหน่วยงานและประเทศต่างๆ"

                         ไม่ใช่เรื่องยากที่ไทยจะเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในธุรกิจการประมงด้วยการใช้จุดแข็งและกำจัดจุดอ่อนด้วยการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

**********************************************************


                         นางอำไพ หาญไกรวิไลย์ ผู้บริหารจัดการตลาดทะเลไทย ซึ่งเป็นตลาดขายส่งสินค้าทางการประมงที่สำคัญ มีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากประมงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนวันละหลายตัน สิ่งนี้จะได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อประเทศในอาเซียนรวมตัวกันในปี พ.ศ. 2558



อำไพ หาญไกรวิไลย์

ผู้บริหารจัดการตลาดทะเลไทย / เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย


                         นางอำไพ หาญไกรวิไลย์ ผู้บริหารจัดการตลาดทะเลไทย และอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับฐานเศรษฐกิจในแง่มุมของผู้ประกอบการธุรกิจตลาดขายส่งสินค้าทางการประมง ซึ่งตลาดทะเลไทยเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งซื้อขายผลผลิตทางการประมงของประเทศไทย มีสัตว์ทะเลทุกประเภทจำหน่าย เป็นที่เชื่อถือของผู้ซื้อและผู้ขาย ต่อคำถามที่ถามถึงผลกระทบที่จะได้รับเมื่อไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นางอำไพให้ความเห็นว่า "ในปัจจุบันนี้ปัญหาธุรกิจการประมงที่สำคัญและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการประมงอย่างมากคือเราขาดแคลนวัตถุดิบ เพื่อนำมาแปรรูปต่อไป ดังนั้นการที่ไทยเปิดประเทศจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมแน่นอน อีกทั้งตลาดทะเลไทยนั้นเปิดการค้าขายอย่างเสรี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารทำการค้าขายได้ง่ายขึ้น ภายในเนื้อที่ 150 ไร่นั้นสามารถรองรับตลาดอาเซียนได้"

**********************************************************


                         ฐานเศรษฐกิจได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ อุปนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ถึงเรื่องที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจว่ามีผลต่อสมาชิกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยเพียงใด



ฤทธิรงค์ บุญมีโชติ

อุปนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย


                         ในปี พ.ศ. 2558 จะเข้าร่วมกับประเทศอื่นอีก 10 ประเทศเป็นประชาเศรษฐกิจอาเซียน การรวมตัวกันในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมและธุรกิจการประมง ฐานเศรษฐกิจได้รับคำตอบในเรื่องนี้ว่า "เมื่อประเทศไทยเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนย่อมมีผลต่อธุรกอจประมงไทยแน่นอน การมองต้องมองทั้งภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอาหารแช่เยือกแข็งไทยที่ทำธุรกิจประมง ด้วยปัจจุบันอุตสาหกรรมประมงในไทยขาดแคลนวัตถุดิบอย่างมาก การร่วมมือกันจะทำให้ประเทศไทยมีวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและการที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน บริษัทต่างๆ มีโอกาสที่จะขยายการทำธุรกิจประมงจากตลาดใหม่ที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่น ถ้าเราศึกษาและร่วมมือกับประเทศพม่า เราจะมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจากประเทศพม่า การเคลื่อนย้ายแรงงาน และโอกาสทางการตลาด ถ้าสมาชิกร่วมมือกันเราก็จะมีฐานการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี ความรู้ (know how) การเชื่อมข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก"

                         การรวมตัวกันของประเทศอาเซียนหมายถึงการขยายศักยภาพในด้านต่างๆ ของประเทศไทยที่มีความพร้อมอยู่แล้ว การประมงเป็นธุรกิจหนึ่งที่มองว่าเป็นการเพิ่มโอกาสจากความร่วมมือกัน

**********************************************************


                         ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีมูลค่าในการส่งออกสูง กุ้งทะเลนับว่าเป็นสินค้าหลักประเภทแช่เย็นหรือแช่เยือกแข็งที่สำคัญ ตลาดส่งออกของไทยได้แก่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประชาคมยุโรป


วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล

อุปนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย


                         นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล อุปนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้ให้สัมภาษณ์ฐานเศรษฐกิจถึงเรื่องการเลี้ยงกุ้งกับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน "การเพาะเลี้ยงกุ้ง มีโอกาสขยายการลงทุนเพราะอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีความก้าวหน้า ถือว่าการเลี้ยงกุ้งในไทยประสบความสำเร็จ ในขณะที่ยังมีหลายประเทศในอาเซียนที่เพาะเลี้ยงกุ้งไม่ได้ การเลี้ยงกุ้งไม่ใช่เรื่องง่าย การเพาะเลี้ยงกุ้งให้มีประสิทธิภาพ มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคำนึง ทั้งในเรื่องการมีแม่พันธุ์ที่ดี มีน้ำเหมาะสมและที่สำคัญที่สุดคือการจัดการที่ดี" ปัจจุบันนี้กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงธุรกิจหลายอย่างพยายามที่จะทำธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในการเพาะเลี้ยงกุ้งเช่นกัน "ประเทศไทยเรามีความรู้ (khow how) ที่ดี มีการเพาะเลี้ยงกุ้งที่ถูกวิธีและรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลธรรมชาติ ดังนั้นเราสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ร่วมมือกับประเทศอื่นที่มีแรงงานถูกขยายตลาดการเพาะเลี้ยงกุ้งได้ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย"

                         การร่วมมือคือหัวใจที่สำคัญแต่ละประเทศแลกเปลี่ยนโอกาสซึ่งกันและกันเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งให้เติบโต

**********************************************************



ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ฉบับวันที่ 3-5 ตุลาคม 2556

TFFA / PAGE C

Tags :

  Copyright 2005-2010 tofa All rights reserved.
view